เมื่อพูดถึง “แคมป์ช้าง” หรือปางช้าง หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมสัตว์ป่าอย่างช้างถึงไม่อยู่ในป่า แต่ต้องมาอยู่ในสถานที่ที่มนุษย์จัดไว้ให้ ถือเป็นการฝืนธรรมชาติ ทำให้ช้างไม่มีความสุขหรือไม่ คำตอบนั้นย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังเปิดให้ทำสัมปทานป่าไม้
ในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยได้เปิดให้ประเทศอังกฤษโดย บริษัท บริติชบอร์เนียว (British Borneo Company) เข้ามาดำเนินกิจการด้านป่าไม้ในไทย และใช้ช้างเป็นแรงงานหลักในการลากซุง เมื่อเวลาผ่านไป ป่าไม้ของประเทศไทยก็ถูกทำลายอย่างหนัก เหลือเพียงร้อยละ 27.95 จากเดิม หรือประมาณ 90 ล้านไร่เท่านั้น รัฐบาลจึงประกาศ “ปิดป่า” ยกเลิกสัมปทานไม้ทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2532 และยกเลิกการค้าไม้ ส่งผลให้ช้างที่เคยทำงานลากซุงตกงานทันที
การจะปล่อยช้างกลับเข้าป่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพื้นที่ป่าซึ่งเป็นบ้านของช้างหลงเหลืออยู่ไม่เพียงพอ และช้างที่เคยทำงานกับคนก็ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตป่าได้เหมือนเดิม ในขณะเดียวกัน ช้างป่าที่เหลืออยู่ในธรรมชาติก็ประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร จนต้องออกมาหากินในพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เสี่ยงต่อการถูกทำร้าย
เพื่อให้ช้างเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างเหมาะสม จึงเริ่มนำช้างมาทำงานในภาคการท่องเที่ยว ตั้งแต่การให้ขี่หลังเป็นช้างแท็กซี่ เดินชมเมืองหรือธรรมชาติ จนถึงการแสดงโชว์ต่าง ๆ เพราะช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาดและฝึกได้ ซึ่งช้างที่อายุมากกว่า 40 ปี มักจะเป็นช้างที่เคยผ่านงานลากไม้มาแล้วทั้งสิ้น
หลักของการดูแลช้างในปางของเราคือ เพื่อให้พวกเขามีอาหาร มีคนดูแล ได้รับการรักษา และใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยไปจนกว่าจะหมดอายุขัย
ช้างไม่สามารถกลับป่าได้แล้ว และ Elephant Forest Phitsanulok คือที่พักสุดท้ายที่เราจะดูแลพวกเขาให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
ป่าที่มีชีวิตเพื่อสัตว์ต่าง ๆ สัตว์ป่า ช้าง และมนุษย์
ที่ Elephant Forest Phitsanulok ผืนป่าของเราเป็นสถานที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด
พื้นที่ป่ากว่า 900 ไร่ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติแห่งนี้ มีต้นไม้หลายแสนต้น
ต้นไม้เหล่านี้สร้างระบบนิเวศที่หลากหลาย ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน รักษาแหล่งน้ำ ทำให้ป่าผืนนี้เป็นบ้านของสัตว์น้อยใหญ่ ตั้งแต่ มด แมลง ปลา ไส้เดือน แมงป่องยักษ์ หิ่งห้อย ผีเสื้อ นก … สัตว์นานาชนิดรวมถึงช้างและมนุษย์
แต่ความมุ่งมั่นของเราจะไม่หยุดอยู่แค่การอนุรักษ์ต้นไม้
นี่คือสิ่งที่เราทำเพื่ออนุรักษ์ผืนป่าอย่างลึกซึ้ง สุขสมดุล และยั่งยืน
ในธรรมชาติ ช้างจะเดินเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรต่อวันเพื่อหาอาหารที่หลากหลาย
Elephant Forest Phitsanulok เปิดโอกาสให้ช้างได้ฟื้นฟูสัญชาตญาณเหล่านั้น โดยการเลือกกินเปลือกไม้ ใบไม้ รากไม้ และผลไม้ตามฤดูกาลขณะเดินหาอาหารในป่าอย่างอิสระ
ผู้เชี่ยวชาญด้านช้างระบุว่ามีสมุนไพรและพืชรักษาโรคตามธรรมชาติจำนวนมากที่ขึ้นเองใน Elephant Forest Phitsanulok และหลายชนิดเป็นพืชที่ช้างจะเลือกกินโดยสัญชาตญาณเมื่อรู้สึกไม่สบาย
เช่น หากช้างมีอาการท้องเสีย พวกเขาจะกินดินโป่งหรือเปลือกไม้เพื่อบรรเทาอาการ พฤติกรรมการรักษาตัวเองเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อป่ามีความหลากหลายทางพืชพันธุ์
การมีป่าที่อุดมไปด้วยสารอาหาร แร่ธาตุ และพืชสมุนไพรธรรมชาติ คือหัวใจสำคัญในการช่วยให้ช้างที่เราช่วยเหลือมาได้ฟื้นฟูสุขภาพ สัญชาตญาณ และความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองอีกครั้ง
ป่าของเราไม่ได้ดูแลแค่ช้างเท่านั้น
แต่ยังมีพืชและสมุนไพรตามฤดูกาลให้ควาญช้างและทีมงานได้ใช้ประโยชน์
ตั้งแต่ผักกูด เห็ดที่กินได้ ไปจนถึงสมุนไพรรางจืดที่ช่วยบรรเทาอาการจากการถูกผึ้งต่อย หรือสมุนไพรที่ใช้ห้ามเลือดอย่างต้นสาบเสือ ป่าแห่งนี้เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งระหว่างธรรมชาติและทุกชีวิตใน Elephant Forest Phitsanulok การอนุรักษ์ป่าจึงไม่ใช่แค่การดูแลรักษาธรรมชาติ แต่ยังเป็นการรักษาภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความมั่นคงทางอาหารของผู้ที่อยูอาศัยในป่าแห่งนี้
ที่ Elephant Forest Phitsanulok เราหลีกเลี่ยงการตัดต้นไม้ เว้นแต่ที่จำเป็นจริง ๆ
เมื่อมีความจำเป็นต้องตัดต้นไม้ เราจะทำด้วยความระมัดระวัง เฉพาะส่วนที่ต้องทำ เรามีการปลูกต้นไม้เพิ่มเติม รวมทั้งส่งเสริมให้ป่ามีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ
เพราะต้นไม้ทุกต้นคือผู้พิทักษ์ระบบนิเวศ เราจะปล่อยให้ป่าเติบโตตามกาลเวลา
แม้ต้นไม้จะไม่สามารถพูดได้ แต่ก็เป็นพลังสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้วยการปกป้องผืนป่า ต้นไม้ของเราช่วยดูดซับคาร์บอน ลดอุณหภูมิ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ผืนป่าของเรามีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการดูแลโลกอย่างยั่งยืน
ความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ของ Elephant Forest Phitsanulok ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการดูแลอย่างตั้งใจและความมุ่งมั่นในการรักษาพืชพื้นถิ่น
ต้นไม้ เถาวัลย์ และพืชพรรณทุกชนิดล้วนมีบทบาทในการรักษาสมดุล
ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงนกร้อง ผีเสื้อ แมลง และสมุนไพรป่า ทำให้เกิดระบบนิเวศที่มั่นคง
เราทำงานร่วมกับ อาสาสมัคร นักเรียน และชุมชนท้องถิ่นในการปลูกและดูแลต้นไม้ เพื่อการฟื้นฟูป่า
ผ่านธนาคารเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้าพื้นถิ่น และการปลูกป่าอย่างตั้งใจ ขยายผืนป่าด้วยความร่วมมือของชุมชน
“ต้นไม้ทุกต้นที่เราปลูกและปกป้อง คือคำมั่นสัญญาต่อผืนแผ่นดิน ต่อคนรุ่นหลัง และต่อช้างที่เรียกผืนป่าแห่งนี้ว่าบ้าน”
ณ Elephant Forest Phitsanulok โอบล้อมไปด้วยผืนป่าธรรมชาติกว่า 900 ไร่ แม้ป่าจะมอบร่มเงา สมุนไพรป่า และเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติให้กับช้าง แต่ผืนป่าของเราก็ยังมีพื้นที่ไม่เพียงพอ เนื่องจากช้างแต่ละตัวกินอาหารประมาณ 200 ถึง 300 กิโลกรัมต่อวัน ทำให้ไม่สามารถรองรับความต้องการอาหารทั้งหมดได้ เราจึงต้องหาแหล่งอาหารเพิ่มเติม
ในอดีต เราเคยซื้อใบสับปะรดและต้นกล้วยจากเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงผลไม้ตามฤดูกาล
แต่แหล่งอาหารเหล่านี้มีความไม่แน่นอน เช่น ชาวไร่สับปะรดหันไปปลูกพืชอื่น อีกทั้งเรายังมีความกังวลเรื่องการปนเปื้อนของสารเคมีในอาหารช้าง
ช่วงการระบาดของโควิด19 Elephant Forest Phitsanulok ได้เข้าร่วมโครงการ “Build Back Better” ขององค์กร World Animal Protection (WAP)
ด้วยการสนับสนุนจาก World Animal Protection (WAP) เราเริ่มโครงการปลูกพืชอาหารสำหรับช้างภายในพื้นที่ของเราเอง ติดตั้งระบบน้ำโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เริ่มปลูกหญ้าเนเปียร์และกล้วย โครงการนี้ช่วยลดการพึ่งพาอาหารจากแหล่งภายนอก อีกทั้งเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารให้กับช้าง
เรายังคงขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาระบบอาหารให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น
ขอบคุณ World Animal Protection (WAP) สำหรับการสนับสนุนที่ช่วยให้ Elephant Forest Phitsanulok ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ที่ Elephant Forest Phitsanulok เราไม่ได้ดูแลแค่ช้างเท่านั้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้คนนำสัตว์ต่างๆ เช่น กวางและหมูป่ามาให้เราช่วยดูแล สัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีรั้วล้อมไว้เพื่อการปกป้องให้ปลอดภัย
ผืนป่าของเรายังเป็นบ้านของสัตว์ป่าหลากหลายชนิดที่อาศัยอยู่อย่างอิสระ
เราห้ามการล่าสัตว์ทุกประเภทอย่างเด็ดขาดใน Elephant Forest Phitsanulok
แม้จะเป็นป่าขนาดเล็ก เรากลับพบความหลากหลายทางชีวภาพที่น่าทึ่ง อาทิ กวางป่า กระต่ายป่า กระรอกบิน ตัวเงินตัวทอง อีเห็น เต่า ตะพาบ งู แมงป่องยักษ์ กระสุนพระอินทร์ หิ่งห้อย ผีเสื้อ กบ ปลา และนกมากกว่า 50 สายพันธุ์
การมีผืนป่าหมายถึงการมีระบบนิเวศที่สิ่งมีชีวิตหลากหลายสามารถหาอาหารและพักพิง อย่างปลอดภัยได้
สิ่งนี้กำลังกลายเป็นเรื่องหายาก เมื่อพื้นที่ธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง
เราหวังว่าป่าแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงสำหรับสัตว์ป่าทั้งหลาย ไม่ใช่แค่วันนี้ แต่สืบเนื่องต่อไปจนถึงรุ่นลูกหลาน
ที่ Elephant Forest Phitsanulok เราไม่ได้มองบทบาทของตนเองเพียงแค่ในฐานะผู้ดูแลช้างและผืนป่า แต่ยังเป็นเพื่อนบ้านของชุมชนท้องถิ่น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน
บางโครงการอาจเล็กและเรียบง่าย บางโครงการดำเนินต่อเนื่อง
แต่เจตนาของเรายังคงเหมือนเดิมเสมอ คือทำในสิ่งที่มีประโยชน์และช่วยชุมชนได้
ในการมีส่วนร่วมกับชุมชนนั้น บางกิจกรรมเราทำเป็นประจำ
บางกิจกรรมเราทำเมื่อมีเวลาและทรัพยากร
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงทิศทางที่เรายึดมั่นอย่างแน่วแน่ ไม่ใช่แค่อยู่ในชุมชน แต่เราต้องการพัฒนาร่วมไปกับชุมชน
ที่ Elephant Forest Phitsanulok เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเริ่มต้นจากความเข้าใจ เมื่อผู้คนเข้าใจชีวิตและความต้องการที่แท้จริงของช้าง ผ่านการเรียนรู้และสังเกตธรรมชาติของช้าง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็กนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่ นักศึกษามหาวิทยาลัย ไปจนถึงผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก บางคนมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง บางคนอยู่นานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน ทุกคนล้วนมาด้วยความอยากรู้ และกลับไปพร้อมกับมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับช้าง
เรามีกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับทุกช่วงวัย ตั้งแต่การทัศนศึกษาสำหรับเด็กอนุบาล ไปจนถึง Workshop ด้านการอนุรักษ์สำหรับผู้ใหญ่ เราภูมิใจในสิ่งที่เราได้สร้างขึ้น และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้คนทั้งใกล้และไกลได้เกิดความรู้สึกรักและผูกพันกับช้าง ป่าไม้ และคุณค่าของธรรมชาติ
หากคุณสนใจโปรแกรมที่ออกแบบเฉพาะสำหรับโรงเรียน กลุ่ม หรือองค์กรของคุณ กรุณาติดต่อเรา
ที่ Elephant Forest Phitsanulok เราเชื่อว่าความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเกิดจากการสร้างคุณค่าด้วยตนเอง ไม่ใช่การพึ่งพาอย่างถาวร
สถานที่แห่งนี้ก่อตั้งโดยครอบครัวศิริวิริยะกุล ซึ่งยังคงให้การสนับสนุนผ่าน มูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์
ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อแยกการดูแลช้างออกจากความเสี่ยงทางธุรกิจ เพื่อรับประกันว่าช้างจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
เราหวังให้การดูแลช้างและกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถดำเนินไปได้ด้วยพลังของ “การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า” ซึ่งทุกการมาเยือนของคุณ ล้วนมีส่วนร่วมสนับสนุนสวัสดิภาพของช้าง การเรียนรู้วิถีชีวิตช้าง และการอนุรักษ์ธรรมชาติ
เรากำลังสร้างรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคมที่ยืนบนรากฐานของการท่องเที่ยวเชิงจริยธรรม การเรียนรู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างความร่วมมือกับชุมชน เพื่อให้ “บ้านของช้าง” หลังนี้ยั่งยืนไปได้จริงในระยะยาว
เข้าเยี่ยมชม
เข้าร่วมโปรแกรมที่เป็นมิตรกับช้างของเรา สัมผัสการท่องเที่ยวที่เน้นการเรียนรู้วิถีชีวิตตามธรรมชาติของช้าง
นอกจากนี้คุณยังสามารถร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียง เช่น กิจกรรมล่องแก่งลำน้ำเข็ก หรือการท่องเที่ยวชุมชน
กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงเติมเต็มประสบการณ์ของคุณ แต่ยังช่วยสนับสนุนท้องถิ่นและผู้ประกอบการชุมชนที่เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “บ้าน”
เลือกซื้อสินค้า
การซื้อของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ และผลิตผลตามฤดูกาลจากเรา คือการสนับสนุนทั้งงานของเราตลอดจนอุดหนุนหัตถกรรมและผลไม้ท้องถิ่นของคนในชุมชน
บอกต่อ
เล่าเรื่องราวของเรากับเพื่อน ๆ แชร์สิ่งที่คุณได้เห็นและเรียนรู้
การสร้างความตระหนักรู้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
สนับสนุนเรา
แม้ว่าเราจะไม่ได้ดำเนินงานโดยพึ่งพาการบริจาคเป็นหลัก แต่เรายินดีรับทุกน้ำใจด้วยความใส่ใจ
ทุกการสนับสนุนจะถูกนำไปใช้ในโครงการเพื่อความยั่งยืนระยะยาว เช่น การปกป้องผืนป่า การพัฒนาโครงการอาหารช้าง และกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์
หากคุณต้องการใบเสร็จรับเงินหรือข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อเรา ขอบคุณที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตของเรา เพราะสิ่งที่เรากำลังสร้างร่วมกัน ไม่ใช่แค่ศูนย์อนุรักษ์ แต่คืออนาคตที่มีความหมายสำหรับทุกชีวิต